ประวัติความเป็นมา

สถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย (Excellence Center for Biodiversity of Peninsular Thailand – CBIPT)

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ในรูปแบบของ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย (Center for Biodiversity of Peninsular Thailand – CBIPT) ต่อมายกสถานะขึ้นเป็นสถานวิจัยความเป็นเลิศในปี พ.ศ. 2550 แต่ยังคงใช้ชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า “CBIPT” เหมือนเดิม

จุดมุ่งหมาย

เป็นผู้นำทางการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพต่อไป

ที่มาของการก่อตั้ง

สืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้ลงนามให้สัตยาบันใน “อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” ในปี พ.ศ. 2546 และมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2547 ส่งผลให้ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯในเรื่องหลักๆ คือ
(1) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งครอบคลุมการอนุรักษ์ทั้งพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศ
(2) การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และ
(3) การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมและเท่าเทียมในการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม

จากพันธกรณีดังกล่าวทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ทีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชีวภาพซึ่งรวมถึงประเทศไทยเกิดความกังวลว่า หากทุกประเทศสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเทียมกันอาจเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นได้ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ขึ้นได้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วมีทักษะ องค์ความรู้ และเงินทุนสนับสนุนในการศึกษาวิจัยมากกว่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะประเทศเจ้าของทรัพยากรชีวภาพที่ต้องเร่งพัฒนาการศึกษาวิจัยเพื่อให้ทราบถึงฐานทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศที่ตัวเองมีอยู่

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะที่เป็นสถานศึกษาที่มีพันธะกิจด้านการศึกษาวิจัย และมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพสูง ทั้งทางบก (ป่าดิบชื้น) และทางน้ำ (ทะเล พรุ น้ำจืด น้ำกร่อย) เป็นที่สนใจของนักวิจัยทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม จึงเห็นสมควรให้มีการจัดตั้ง CBIPT ขึ้น เพื่อพัฒนาการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

CBIPT ตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของบุคลากรที่ทำงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความชำนาญในหลายสาขาแตกต่างกันไป โดยมุ่งหวังว่าการรวมตัวกันจะทำให้มีการพัฒนาความเข้มแข็งด้านวิชาการ เปิดโอกาสให้มีการประมวลองค์ความรู้จากงานวิจัยหลากหลายสาขา เพิ่มศักยภาพในการประสานงานและสร้างเครือข่าย ทำให้ประสบความสำเร็จในการได้มาซึ่งฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน
- สร้างความเข้มแข็งงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- พัฒนาฐานข้อมูลชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในคาบสมุทรไทยเพื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลชนิดพันธุ์ทั่วโลก
- พัฒนาเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความร่วมมือทางด้านวิชาการในงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
- สร้างบุคลากรด้านอนุกรมวิธาน
- พัฒนางานวิจัยประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อไปสู่การใช้ประโยชน์
- สร้างจิตสำนึกของการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพแก่สาธารณชน โดยร่วมมือกับพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี แห่งหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

1. กลุ่มงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในน้ำจืดและทะเล
มุ่งเน้นศึกษาความหลากหลายของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในน้ำจืดและทะเล แยก เป็น
• หน่วยวิจัยแพลงก์ตอน
• หน่วยวิจัยสาหร่ายและหญ้าทะเล
• หน่วยวิจัยปะการังและสัตว์พื้นทะเล

2. กลุ่มงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพบนบก
มุ่งเน้นศึกษาวิจัยความหลากหลายของระบบนิเวศบนบก โดยแยกเป็นหน่วยวิจัย 4 หน่วยวิจัย ตามทักษะความชำนาญของบุคลากรในการศึกษากลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างๆดังนี้
- หน่วยวิจัยแมลง (Insect Research Unit)
-หน่วยวิจัยสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลาน (Amphibians and Reptiles Research Unit)
- หน่วยวิจัยค้างคาว (Bat Research Unit)
- หน่วยวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ (Forest Ecology Research Unit)


3. กลุ่มงานวิจัยอนุกรมวิธานพืช
การศึกษาวิจัยของกลุ่มงานนี้มุ่งเน้นไปที่งานอนุกรมวิธานพืช ซึ่งมีการทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับพิพิธภัณฑ์พืชภาควิชาชีววิทยา มีการแบ่งเป็น 2 หน่วยวิจัย ตามความชำนาญเฉพาะทางของบุคลากร ได้แก่
-หน่วยวิจัยพรรณพฤกษชาติในคาบสมุทรไทย-มาเลย์ (Flora of Thai-Malay Peninsula Research Unit)
-หน่วยวิจัยบรรพชีวินวิทยาของพืช (Plant Paleontology)

วิสัยทัศน์

มีความเป็นเลิศทางด้านงงานวิจัย และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคใต้ของประเทศไทย และภูมิภาคอินโดแปซิฟิค พันธกิจ
- รวมกลุ่มสร้างงานวิจัย ร่วมกันระหว่างอาจารย์ และนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร
- ตอบสนองความต้องการด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น ประเทศ และภูมิภาค
- การบริหารจัดการองค์กรอย่างมีส่วนร่วม ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน